The Elder Scrolls V: Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก

Browse By

ถ้าให้พูดถึงเกมที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี คนก็ยังเอากลับมาเล่นใหม่ พูดถึงกันไม่จบ และมีมไม่เคยตาย หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ The Elder Scrolls V: Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก ติดอยู่แน่นอน เกมที่เริ่มต้นด้วยเรา “โดนจับขึ้นเกวียน” แต่จบลงด้วยการกลายเป็นดราก้อนบอร์นผู้มีเสียงมังกรอยู่ในคอ…แล้วก็ลงเอยด้วยการเก็บผัก ตีเหล็ก ปล้นไก่ในหมู่บ้าน (แล้วโดนการ์ดทั้งเมืองวิ่งไล่) แทบทุกคน 😂

สำหรับหลายคน Skyrim คือ “เกมเดียวเล่นได้ทั้งปี” เพราะอยากเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นวีรบุรุษผู้กอบกู้โลก พ่อค้าคาราวาน นักฆ่าเงียบ ๆ ขโมยมือทอง หรือคุณลุงชาวเหมืองสายใช้ชีวิตก็ไม่ผิดอะไร ระหว่างที่เราเดินลุยในดินแดนหิมะแห่งนี้ บางคนก็ชอบสลับฟีล จากลุ้นคริติคอลในเกม ไปลองลุ้นอย่างอื่นนิด ๆ หน่อย ๆ ในโลกจริง เช่น ลุ้นผลบอลหรือเกมกีฬาออนไลน์ผ่านช่องทางยอดนิยมอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด บ้างก็มีเหมือนกัน ขอแค่จำไว้ว่า ทั้งใน Skyrim และนอกจอ ชีวิตจะดีถ้าเรารู้ลิมิตของตัวเองเสมอ


Skyrim คือเกมอะไร ทำไมกลายเป็นตำนาน

The Elder Scrolls V: Skyrim คือเกม Action RPG โลกเปิดจาก Bethesda ออกมาตั้งแต่ปี 2011 แต่ทุกวันนี้ยังโดนรีมาสเตอร์ แพตช์ เพิ่มม็อด และถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นมีมประจำวงการว่า

“ยังเล่นไม่จบเลย แต่ Elder Scrolls ภาคใหม่ก็ยังไม่มาเหมือนกัน”

จุดเด่นหลักของ Skyrim คือ

  • โลกเปิดขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยภูเขาหิมะ ป่า เมือง ถ้ำ ดันเจียน
  • อิสระสุด ๆ จะเล่นเมนเควสต์เมื่อไหร่ก็ได้ หรือจะดองไว้แล้วไปเก็บเควสต์กิลด์ต่าง ๆ ก่อนก็ยังได้
  • ระบบตัวละครยืดหยุ่น ไม่ได้ล็อกสายอาชีพตายตัว อยากเปลี่ยนสไตล์กลางทางก็ทำได้
  • ดราก้อนบอร์น & Shout ระบบตะโกนภาษามังกรสุดเท่ที่ทั้งไว้สู้และไว้เล่นฮา (ตะโกนใส่คนตกเขาอะไรแบบนี้…)
  • ม็อดชุมชนโหดมาก บน PC นี่ถ้าเริ่มลงม็อดแล้ว ชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เพราะรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันแบบนี้ Skyrim เลยกลายเป็น “เกมพื้นฐานในไลบรารี” ของคนรัก RPG โลกเปิดจำนวนมหาศาลจริง ๆ


เนื้อเรื่องหลัก: จากนักโทษไร้ชื่อสู่ดราก้อนบอร์นผู้ตะโกนภูเขาสะเทือน

Skyrim เปิดเกมมาด้วยฉากในตำนาน

“Hey, you. You’re finally awake.”

เราเริ่มจากการเป็นนักโทษถูกจับขึ้นเกวียน ไปยังหมู่บ้าน Helgen เพื่อรอ…โดนประหารแบบงง ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเลยชีวิตก็พังแล้ว แต่ยังไม่ทันโดนตัดหัว มังกรดันโผล่มาถล่มเมืองพอดี ทำให้เรารอดมาได้อย่างหวุดหวิด และจากตรงนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ไม่นานเราก็ถูกค้นพบว่าเป็น Dragonborn (ดราก้อนบอร์น) – มนุษย์ผู้มีพลังดูดซับวิญญาณมังกรและใช้ “เสียงมังกร (Thu’um)” เป็นอาวุธได้ นี่คือหัวใจของเนื้อเรื่องหลัก

โดยแกนเรื่องจะพาเราไปเจอ

  • การกลับมาของมังกรที่ถูกเชื่อว่า “สูญพันธุ์ไปแล้ว”
  • การเมืองระหว่างจักรวรรดิ (Imperial) กับกองกำลังกบฏ Stormcloaks
  • คำทำนายเกี่ยวกับจุดจบของโลก และบทบาทของดราก้อนบอร์น

แต่จุดที่ทำให้คนหลงรัก Skyrim คือเกมไม่เคยบังคับว่า “ต้องรีบไปเมนเควสต์เดี๋ยวนี้” เราจะปล่อยให้โลกกำลังจะแตกไปก่อน แล้วแวะไปทำภารกิจเสริม รับงานจากกิลด์นักฆ่า กิลด์ขโมย หรือไปตามหาอุปกรณ์โบราณเล่น ๆ ก่อนก็ยังได้ โลกยังไม่พังจนกว่าเกมจะอยากให้พัง (หัวเราะ)


โลกของ Skyrim: หิมะ ภูเขา เมือง และเรื่องเล่าซ่อนอยู่ทุกมุม

แผนที่ของ Skyrim ไม่ใช่ใหญ่เพราะ “กว้างโล่ง” แต่ใหญ่เพราะมีอะไรให้ทำแทบทุกจุด

  • เมืองใหญ่ ๆ อย่าง Whiterun, Solitude, Windhelm แต่ละเมืองมีบุคลิกและเรื่องการเมืองของตัวเอง
  • หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ดูเงียบ ๆ แต่ขุดลงไปเจอเควสต์ดาร์ก ๆ เฉย
  • ถ้ำ ดันเจียน ซากโบราณสถานเต็มไปหมด เดินหลงเข้าไปทีคือได้ผจญภัยยาว

ที่เจ๋งคือ Skyrim เต็มไปด้วย Environmental Storytelling หรือ “เรื่องเล่าผ่านฉาก” เช่น

  • ซากศพสองศพในบ้านที่จัดท่าทางเหมือนหนีอะไรบางอย่าง แล้วมีบันทึกเล็ก ๆ วางอยู่
  • ถ้ำที่มีโครงกระดูกคนจำนวนมากติดอยู่กับกับดักโบราณ
  • หนังสือที่วางไว้ตามมุมต่าง ๆ เล่าโลกและตำนานในแบบที่เราอ่านเล่นได้เป็นชั่วโมง

โลกมันเลยไม่ได้รู้สึกเหมือนฉากหลัง แต่เหมือน “สถานที่จริง” ที่มีเรื่องเกิดขึ้นก่อนหน้าที่เราจะมาถึง


เล่นแบบไหนก็ได้: นักเวท โจร นักรบ หรือลุงคนหนึ่งที่ปลูกผัก

สิ่งที่ทำให้ Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก ต่างจาก RPG หลายเกมคือ เราไม่ได้ถูกบังคับให้เลือก “อาชีพ” ตายตัวตั้งแต่ต้น

ระบบสกิลที่โตตามการใช้งาน

ใน Skyrim

  • ยิ่งใช้ดาบมาก → สกิล One-Handed/Two-Handed จะยิ่งเก่ง
  • ยิ่งใช้เวททำลาย → Destruction จะยิ่งโหด
  • ยิ่งหมอบเดินสเนค ๆ → Sneak จะยิ่งเทพ

ระบบนี้ทำให้เรา “กลายเป็นอะไรจากการเล่นของเราเอง” มากกว่าการเลือกล่วงหน้า

ในทางปฏิบัติ คุณจะเป็นแบบไหนก็ได้ เช่น

  • นักรบสายโล่–ดาบที่เดินชนทุกอย่าง
  • นักเวทสายสายฟ้า แช่แข็งมังกรในฟ้าหนาว
  • นักฆ่าลอบเร้น ยิงธนูจากเงามืด เสียงไม่ดังแม้แต่หายใจ
  • มือขโมยปลดล็อกประตูทุกบานในเมือง
  • สายผสมบ้า ๆ เช่น นักเวทที่ถือค้อนยักษ์ หรือพระสายหมัดไฟ

Perk Tree: ปั้นตัวละครในแบบที่เราชอบ

ทุกครั้งที่เลเวลอัป เราจะได้แต้มไปอัป Perk ในต้นไม้สกิลต่าง ๆ ทำให้สไตล์เราเฉียบขึ้น เช่น

  • Sneak ทำให้ยิงธนูจากลับตาแล้วดาเมจคูณ 3–6–15 เท่า
  • Destruction ลดการใช้มานา หรือเพิ่มดาเมจของสายเวทเฉพาะทาง
  • Smithing ทำให้ตีเกราะระดับสูงได้ (ใครชอบฟาร์มแร่ ตีเกราะจะติดมาก)
  • Speech ทำให้ต่อรองราคาของ คุยเกลี้ยกล่อมคนได้ดีขึ้น

แปลว่าแม้สองคนจะเล่นสาย “นักธนูเหมือนกัน” ก็ยังแตกต่างกันได้ตาม Perk ที่เลือก


ตารางสรุประบบเด่น ๆ ของ Skyrim

หัวข้อรายละเอียดแบบเข้าใจง่าย
ประเภทเกมAction RPG โลกเปิด (Open-World RPG)
ตัวละครหลักดราก้อนบอร์น (ตัวเราที่สร้างเอง)
จุดเด่นอิสระสูง โลกใหญ่ เควสต์เยอะ เล่นได้หลายสาย
ระบบสกิลยิ่งใช้ยิ่งเก่ง มี Perk Tree ให้ปั้นตัวละครแบบละเอียด
ระบบต่อสู้ดาบ/ค้อน/ธนู + เวท + Shout (เสียงมังกร)
มังกรศัตรูระดับไฮไลต์ของเกม ต่อสู้อร่อย ได้วิญญาณมังกรมาอัป Shout
ม็อด (บน PC)มีตั้งแต่ปรับภาพ, เพิ่มเควสต์, เพิ่มเนื้อหา จนถึงแบบฮา ๆ อย่างมังกรหน้ารถไฟ
สไตล์การเล่นจะเล่นสายฮีโร่ สายตัวร้าย สายใช้ชีวิต หรือสายโรลเพลย์อย่างเดียวก็ได้

มังกร & Shout: เสียงตะโกนที่ทั้งเท่และทั้งเล่นขำได้

หนึ่งในสัญลักษณ์ของ Skyrim คือระบบ Dragon Shout

หลังจากเราเริ่มปลดล็อกพลังดราก้อนบอร์น เราจะสามารถ

  • เรียนรู้คำในภาษามังกรจากผนังโบราณ
  • ดูดซับวิญญาณมังกรที่ฆ่าได้ เพื่อนำมาใช้ปลดล็อก Shout

แต่ละ Shout มีเอฟเฟกต์ต่างกัน เช่น

  • Unrelenting Force (Fus Ro Dah) – ตะโกนทีศัตรูกระเด็นตกเขา โต๊ะล้มของกระจาย เป็นทั้งสกิลจริงจังและสกิลเล่นมุกยอดนิยม
  • Whirlwind Sprint – พุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ใช้ข้ามเหว หรือบุกเข้าประชิด
  • Become Ethereal – กลายเป็นร่างวิญญาณชั่วคราว ไม่โดนดาเมจ ใช้เดินผ่านกับดักได้สบาย ๆ
  • Dragonrend – ทำให้มังกรร่วงลงมาจากฟ้าให้เรารุมตีบนพื้น

การได้ยินเสียง “Fus… Ro… Dah!” ครั้งแรกคือโมเมนต์ที่ทำให้หลายคนจำ Skyrim ไม่ลืมจริง ๆ


เล่น Skyrim แบบ “สายใช้ชีวิต” ก็สนุกได้

ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเล่น Skyrim เพื่อไปจบเนื้อเรื่องหรือฆ่ามังกรระดับ World Boss อย่างเดียว หลายคนเล่นแบบ สายใช้ชีวิต จริง ๆ

  • ซื้อบ้านในเมือง แต่งห้องเอง ใส่ของสะสมบนชั้นวาง
  • ทำอาชีพตีเหล็ก ปรุงยา ทำอาหาร ขายของ
  • แต่งงาน มีคู่ชีวิต (แม้จะไม่โรแมนติกแบบเกมเน้นจีบ แต่ก็พอมีฟีลอยู่)
  • เดินเที่ยว ขับรถม้า (จริง ๆ คือจ้างเขา) จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง

ในจุดนี้ Skyrim แอบคล้ายความรู้สึกเวลาคนเล่นเกมแล้วสลับไปทำอย่างอื่นที่ “ลุ้นแบบชิล ๆ” นอกเกม เช่น เปิดบอลดู ลุ้นนิด ๆ ผ่านแพลตฟอร์มที่ตัวเองไว้ใจอย่าง ยูฟ่าเบท แล้วกลับเข้ามาเดินเล่นในดินแดนหิมะต่อ ให้ชีวิตมันไม่เครียดเกินไปฝั่งเดียว ทั้งสองโลกถ้าเล่นแบบพอดี ๆ ก็กลายเป็นส่วนผสมความสนุกในหนึ่งวันได้เหมือนกัน


Skyrim เหมาะกับใคร

ลองเช็กตัวเองดูว่าเข้าข่ายแบบไหนบ้าง ถ้าใช่หลายข้อ มีโอกาสสูงที่คุณจะหลงรัก Skyrim

สายเนื้อเรื่อง + ชอบอ่าน Lore

  • ชอบอ่านหนังสือในเกม
  • สนใจตำนาน เทพ มังกร ความเชื่อของเผ่าต่าง ๆ
  • อินกับการคุยกับ NPC แล้วรู้ว่าทุกคนมีเรื่องของตัวเอง

Skyrim เต็มไปด้วย Lore ที่เขียนมาเยอะระดับ “จักรวาล” เลยทีเดียว

สายสำรวจ

  • เห็นภูเขาแล้วอยากปีน
  • เห็นถ้ำแล้วอยากลงไปดู ไม่อยากปล่อยผ่าน
  • ชอบเดินไปเรื่อย ๆ แล้วให้เกมเซอร์ไพรส์ว่าข้างหน้ามีอะไร

ดินแดนนี้มีอะไรให้เจอเยอะมาก ทั้งสุสานดราเกอร์ โบราณสถานของ Dwemer และมุมลับที่เนียนซ่อนอยู่

สายทดลองบิลด์ตัวละคร

  • อยากรู้ว่าถ้าเล่นสายหมัดเปล่าใส่เกราะหนักจะรอดมั้ย
  • อยากทำตัวละครสายแวมไพร์หรือนักเวทมืดล้วน ๆ
  • ชอบเริ่มเซฟใหม่แล้วลองทางเลือกอื่น

ระบบสกิล + Perk ของเกมรองรับแนวคิดแปลก ๆ ได้ดีมาก

สายม็อด (บน PC)

  • ลงม็อดปรับภาพให้สวยโหด
  • ลงม็อดเพิ่มภารกิจ/เนื้อเรื่องใหม่
  • จบด้วยการลงม็อดกาว ๆ เช่น เปลี่ยนมังกรเป็นโทมัส รถไฟเด็ก (ใครรู้จักรู้เลยว่าฮาขนาดไหน)

Skyrim + Mod คืออีกเกมไปเลยจริง ๆ


Tips เล่น Skyrim สำหรับมือใหม่

1. อย่ากังวลเรื่อง “เลือกสาย” ตั้งแต่แรก

เพราะสกิลโตจากการใช้งานจริง ต่อให้เริ่มเกมมาด้วยดาบ แต่กลางทางเบื่อ อยากเปลี่ยนไปสายเวท ก็แค่เริ่มใช้เวทให้เยอะขึ้น สกิลเวทก็จะโตตามเอง

2. เซฟบ่อย ๆ เผื่อทำเรื่องทุลักทุเล

Skyrim มีโมเมนต์พลาดง่าย ๆ เยอะมาก เช่น

  • ฟาดดาบพลาดไปโดนไก่ในหมู่บ้าน → การ์ดทั้งเมืองลุกขึ้นมาเอาชีวิตเรา
  • เผลอเลือกตอบโต้ NPC ผิดประโยค → อีกฝ่ายโกรธ หน้าบึ้งยาว

เซฟเผื่อไว้เป็นชั้น ๆ จะทำให้เราเล่นได้อย่างสบายใจมากขึ้น

3. อย่ามองข้ามสกิล Smithing / Enchanting / Alchemy

สามอย่างนี้คือ “ไตรภาคสายคราฟต์”

  • Smithing → ตีอาวุธ/เกราะระดับสูง
  • Enchanting → ใส่เอฟเฟกต์เวทบนอาวุธ/เกราะ
  • Alchemy → ปรุงยาและน้ำยาบัฟต่าง ๆ

ถ้าเล่นสายจริงจังกับสามอย่างนี้ อาวุธชุดหนึ่งสามารถทำให้ตัวละครของคุณโหดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

4. รับเพื่อนร่วมทางบ้าง ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

เกมให้เรามี Follower ได้อย่างน้อยหนึ่งคน

  • ช่วยถือของ (สำคัญมากสำหรับสายเก็บทุกอย่าง)
  • ช่วยสู้เวลาเข้าดันลึก ๆ
  • บางคนมีเควสต์/เรื่องราวเฉพาะตัวด้วย

5. เปิดใจให้เควสต์กิลด์ต่าง ๆ

กิลด์แต่ละสายมีเนื้อเรื่องดีมาก เช่น

  • Companions – กิลด์นักรบที่มีความลับบางอย่าง
  • Thieves Guild – เส้นทางขโมยมือทองในเมือง Riften
  • Dark Brotherhood – กิลด์นักฆ่าสายดาร์ก เนื้อเรื่องเข้มสุด ๆ
  • College of Winterhold – เส้นเรื่องสายเมจในเมืองหิมะ

บางทีเควสต์กิลด์นี่แหละคือของดีที่หลายคนชอบยิ่งกว่าเมนเควสต์อีก


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Skyrim

Q: ไม่เคยเล่น Elder Scrolls ภาคก่อน ๆ จะเล่น Skyrim รู้เรื่องไหม?
A: รู้เรื่องแน่นอน เพราะ Skyrim เล่าเรื่องของตัวเองเป็นหลัก แม้จะอยู่ในจักรวาลเดียวกันกับภาคก่อน แต่เกมอธิบายสิ่งจำเป็นให้เราพอเข้าใจได้ ไม่ต้องเคยเล่นภาคเก่ามาก่อน

Q: ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง จะเล่น Skyrim สนุกไหม?
A: ถ้าเล่นเวอร์ชันที่มีซับไตเติลภาษาที่อ่านถนัดจะดีมาก เพราะเกมมีข้อความเยอะทั้งบทสนทนาและหนังสือ แต่ถ้าชอบสายฟาร์ม ตีมอน เก็บของ ไม่เน้นเสพเนื้อเรื่องมาก ก็ยังสนุกได้ระดับหนึ่ง

Q: เกมนี้ยากไหมสำหรับมือใหม่?
A: ระดับความยากพื้นฐานถือว่า “กำลังดี” ถ้าไม่ดันทุรังไปเจอมังกรระดับยากตั้งแต่ต้นเกมเกินไป และไม่ลืมใส่เกราะ/กินยา/เซฟบ่อย ๆ มือใหม่เล่นได้สบาย แถมยังปรับความยากขึ้น–ลงได้ตลอดในเมนู

Q: เล่นสายไหนง่ายสุดสำหรับเริ่มต้น?
A: ส่วนใหญ่จะเชียร์ให้เริ่มจากสาย “นักรบโล่ + ดาบ/ค้อน” เพราะเล่นตรงไปตรงมาสุด ไม่ต้องจัดการมานาหรือหลบแบบแม่นมาก แต่ถ้าใจมันรักสายธนูหรือสายเวทอยู่แล้วก็เล่นได้เหมือนกัน แค่ต้องระวังเลือดบางหน่อย

Q: เล่นจบเมนเควสต์แล้ว เกมจะหมดสนุกไหม?
A: ไม่เลย เพราะยังมีเควสต์กิลด์ ดันเจียนที่ยังไม่ได้ลง ม็อดให้ลอง และการเล่นแบบโรลเพลย์อีกสารพัด คนจำนวนมากใช้เวลา 100–300 ชั่วโมงในโลกนี้แบบไม่รู้สึกว่าซ้ำเกินไป

Q: ระหว่างเล่นบนคอนโซลกับ PC ต่างกันยังไง?
A: ถ้าเล่นบนคอนโซลจะได้ความสะดวก “ซื้อแล้วเล่นได้เลย” ไม่ต้องยุ่งกับการปรับแต่งอะไรเยอะ ส่วนบน PC จุดเด่นคือเรื่องม็อด – ทั้งม็อดภาพ ม็อดเควสต์ และม็อดความฮา ที่จะเปลี่ยน Skyrim ให้กลายเป็นเกมใหม่ได้เรื่อย ๆ

Q: ถ้าเป็นคนที่เวลาน้อย จะเหมาะกับ Skyrim ไหม?
A: เหมาะในมุม “เกมที่เรากลับมาเมื่อไหร่ก็มีอะไรให้ทำเสมอ” แม้จะเล่นครั้งละไม่เยอะ แต่ทุกครั้งที่เข้าเกมก็สามารถทำเควต์สั้น ๆ เดินดันสักแห่ง หรือแค่ไปนั่งดูวิวบนภูเขายามเย็นก็ยังรู้สึกคุ้มกับเวลาที่ใช้ไป


สรุป: ทำไม Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก ยังควรอยู่ในไลบรารีของเรา

ในยุคที่มีเกมใหม่ออกทุกเดือน กราฟิกโหดจนการ์ดจอร้องไห้ แต่ยังมีเกมเก่าไม่กี่เกมที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ถ้ายังไม่เคยเล่น ถือว่าพลาด” และ Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก ก็คือหนึ่งในนั้น เพราะมันไม่ใช่แค่เกมที่ให้เราตีมังกร แต่ให้เราสร้าง “เรื่องราวของตัวเอง” ในโลกแห่งหนึ่งที่รู้สึกมีชีวิตจริง ๆ

เราสามารถเป็นใครก็ได้ – จะเป็นดราก้อนบอร์นผู้ยิ่งใหญ่ หรือจะเป็นแค่ชาวบ้านคนหนึ่งที่บังเอิญมีเสียงมังกร ตื่นเช้ามาตีแร่ ปลูกผัก ปล้นไก่วันละนิดก็ยังได้ ทุกตัวเลือก ทุกเควสต์ ทุกครั้งที่เดินหลงเข้าถ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ ล้วนกลายเป็นโมเมนต์เล็ก ๆ ที่รวมกันแล้วเป็น “ความทรงจำของเราใน Skyrim”

และเหมือนกับเวลาที่บางคนเลือกสลับจากโลกแฟนตาซี ไปสัมผัสโลกจริงที่มีความลุ้นอีกแบบหนึ่ง ผ่านช่องทางความบันเทิงออนไลน์ที่คุ้นชื่ออย่าง สมัคร UFABET สิ่งสำคัญก็ยังเหมือนกันเสมอคือ “เราต้องเป็นคนคุมเกม ไม่ใช่ให้เกมมาคุมเรา” ไม่ว่าจะเป็นเกม RPG โลกเปิด หรือเกมลุ้นตัวเลขก็ตาม

ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะใช้เวลา 20 ชั่วโมงหรือ 200 ชั่วโมงใน Skyrim ขอแค่ตอนปิดเกมแล้ว คุณยังรู้สึกว่าได้พักใจ ได้หลุดไปอีกโลกหนึ่งแล้วกลับมาเบาขึ้นนิดนึง ก็ถือว่าคุ้มกับการได้รู้จัก Skyrim เกม RPG โลกเปิดสุดคลาสสิก แล้วจริง ๆ 💙🏔🐉